วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความหอมบำบัดโรคได้...

คุณรู้หรือไม่ กลิ่นของน้ำหอมช่วยบำบัดโรคได้........




"อโรมาเทอราปี" คุณค่าแห่งสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณ อโรมาเทอราปี(Aromatherapy) แปลเป็นไทยว่า
"สุวคนธบำบัด" ฟังดูหรูหราไม่ใช่เล่น แปลอีกทีได้ว่า การบำบัดโรคหรืออาการต่างๆ ของร่างกายโดยใช้กลิ่นจากน้ำมันหอม (essential oil) ที่สกัดมาจากส่วนต่างๆ ของพืช ลองคิดถึงการที่เราดมยาดม ยาหม่องหรือยาหอมเวลาวิงเวียนศีรษะ หรือการทาเจลบรรเทาหวัดเพื่อสูดไอระเหยตอนก่อนนอนเมื่อเป็นหวัดคัดจมูก ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของศาสตร์นี้


ผู้บัญญัติศัพท์ "Aromatherapy" ขึ้นมาคือนักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ Rene Maurice Gattefosse ผู้ริเริ่มการวิจัยถึงพลังในการรักษาของน้ำมันหอม หลังจากที่เขาถูกไฟลวกที่มือแล้วจุ่มแผลลงในน้ำมันลาเวนเดอร์ แล้วพบว่ารอยแผลนั้นหายเร็วกว่าปกติ เขาได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับผลการต่อต้านเชื้อโรคของน้ำมันหอมในปี 1937 และบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา ทั้งยังนำมาใช้รักษาอาการบาดเจ็บของทหารระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองด้วย จุดประกายให้แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์อีกหลายชาติสนใจค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง และพัฒนามาเป็นเทคนิควิธีการที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันแม้แต่บ้านเราเอง คนไทยก็นิยมใช้ยาหอม ยาดม เพื่อบรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย รวมถึงการอบสมุนไพรภายหลังการคลอดบุตรมานานแล้ว น้ำมันหอม (Essential Oil) พลังสร้างสรรค์จากธรรมชาติพืชพรรณที่มีกลิ่นหอม มักจะมีส่วนประกอบของน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาตามธรรมชาติ เก็บไว้ในส่วนต่างๆ เช่น กลีบดอก ใบ ผิวของผล เกสร ราก หรือเปลือกของลำต้น ซึ่งพืชแต่ละชนิดก็จะมีกลิ่นเฉพาะตัวต่างกันไป น้ำมันนี้จะระเหยได้เร็วมาก โดยเฉพาะที่อุณหภูมิ 30-40 องศาเซลเซียส เมื่อได้รับความร้อนจะระเหยออกมาให้กลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้กลิ่นดอกไม้ช่วยดึงดูดให้แมลงมาช่วยผสมเกสร หรือปกป้องศัตรู เมื่อคนเรารู้จักวิธีการสกัดน้ำมันเหล่านี้ออกมาแยกแยะคุณสมบัติทางเคมีแล้วก็น่าอัศจรรย์เมื่อพบว่าหลายชนิดเป็นยาต่อต้านเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือเชื้อรา ใช้บรรเทาอาการปวดบวมอักเสบ หรือทำให้จิตใจเบิกบาน ระงับความกังวลได้ โดยขึ้นอยู่กับน้ำมันหอมแต่ละชนิด


วิธีการในการสกัดน้ำมันหอม มีหลายวิธี เช่น การกลั่น การสกัดด้วยน้ำมัน การสกัดด้วยแอลกอฮอล์ การคั้นด้วยแรง และการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลว เป็นต้น ครั้งหนึ่งๆ ต้องใช้ดอกไม้ หรือใบไม้จำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำมันไม่กี่หยด ทำให้หัวน้ำมันหอมมีความเข้มข้นสูง และราคาค่อนข้างแพง อย่างที่เห็นวางขายในขวดสีชากรองแสงขวดเล็กๆ มีหลากหลายกลิ่นให้เลือก ลักษณะน้ำมันนี้ไม่ได้เป็นมันหรือทิ้งคราบมันอย่างน้ำมันทั่วไป เพียงแต่ไม่สามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำได้ และจะรวมตัวได้ดีกับน้ำมันพืช ดังนั้นเวลานำมาใช้ทำอะไรก็ตาม จะต้องทำให้เจือจางเสียก่อน หากนำมานวดผ่อนคลายตัวมักจะต้องผสมกับน้ำมันพืชบริสุทธิ์ (base oil) อย่างเช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันโจโจ้บา น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น นอกจากน้ำมันนวดแล้ว ก็ยังสามารถใช้หัวน้ำมันหอมเพียงไม่กี่หยดมาผสมกับน้ำ หรือปรุงกับครีม แชมพู สบู่ เจลอาบน้ำ ฯลฯหลากกลิ่น...หลายอารมณ์ความรู้สึก กลิ่นหอมของน้ำมันหอม อาจแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้



1.กลิ่นส้ม  ให้ความรู้สึกสดชื่นและสะอาด ได้จากพืชในตระกูลส้ม

2.กลิ่นเครื่องเทศ  ให้ความรู้สึกหนัก หวาน และลึก ได้จากเครื่องเทศต่างๆ เช่น อบเชย กานพลู

3.กลิ่นดอกไม้  ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวล ได้จากดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมต่างๆ เช่น กุหลาบ มะลิ พิกุล แก้ว

4.กลิ่นป่า  ให้ความรู้สึกแห้งและเบาสบาย ได้จากน้ำมันจากเนื้อไม้ต่างๆ เช่น น้ำมันสน

5. กลิ่นสมุนไพร เป็นกลิ่นของเมนทอล และกลิ่นสีเขียวของใบไม้ ได้จากน้ำมันโหระพา กระเพรา สะระแหน่ ตะไคร้

กลิ่นหอมจากพืชพรรณเหล่านี้ มีผลต่อจิตใจ และอารมณ์ความรู้สึกของคนมาก เมื่อเราสัมผัสกับกลิ่นด้วยการสูดไอระเหย การนวดน้ำมันบนผิวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การทาครีม เจล หรือแม้แต่การอาบน้ำหรือแช่น้ำที่ผสมน้ำมันหอม หรือกิจกรรมใดๆ ก็ตาม โมเลกุลของกลิ่นหอมจะผ่านเข้าไปทางจมูก ไปกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึกที่อยู่ในโพรงจมูก ทำให้เกิดกระแสประสาทวิ่งไปยังศูนย์รับรู้กลิ่นในสมอง แล้วผ่านไปยังส่วนของสมองที่เรียกว่า ลิมบิกซิสเต็ม (limbic system) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการเรียนรู้ ความจำ อารมณ์ ความหิว และอารมณ์ทางเพศ กลิ่นที่เข้ามากระตุ้นลิมบิกซิสเต็ม จะทำให้สมองปล่อยสาร เอนดอร์ฟิน (endorphins) เอนเซปฟาลีน (encephaline) และเซโรโทนิน (serotonin) ออกมา เอนดอร์ฟินจะช่วยลดความเจ็บปวด เอนเซปฟาลีนจะส่งเสริมให้มีอารมณ์ดี และเซโรโทนิน จะช่วยให้สงบเยือกเย็น และผ่อนคลาย ดังนั้นอโรมาเทอราปี จึงถูกนำมาใช้ในการคลายความเครียด เหนื่อยล้า และโรคนอนไม่หลับได้ กลิ่นต่างๆ มักจะนิยมใช้ในสปา สำหรับนวดตัว หรือจุดให้หอมระเหยสร้างบรรยากาศ ที่พบได้บ่อย



1.กลิ่นลาเวนเดอร์ มาจอแรม คาโมไมลด์ และดอกส้ม จะช่วยทำให้ง่วง นอนหลับสบาย จึงนำมาใช้บำบัดอาการเครียด นอนไม่หลับ โกรธ กังวล รำคาญ และความดันโลหิตสูง ทำให้ร่างกายผลิตเซโรโทนิน ทำให้ใจสงบ

2.กลิ่นกุหลาบ และคลารี่เสจ ไปกระตุ้นทาลามัส และการผลิตเอนเซปฟาลีน ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียด


3.กลิ่นเปปเปอร์มินท์ และโรสแมรี่ ช่วยกระตุ้นการผลิตอะดรีนาลิน ทำให้มีพลังงานมากขึ้น จิตใจเบิกบาน และลดการเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ

4.กลิ่นเจราเนียม จะช่วยปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายให้เข้าสู่สมดุล ซึ่งจะทำให้จิตใจเป็นปกติ จึงมีประโยชน์กับสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มักจะมีอารมณ์ปรวนแปร หดหู่ เศร้าหมอง

5.ยูคาลิปตัส (Eucalyptus) หรือคาเจพุทธรักษา (Cajeput) สามารถใช้หยดบนผ้า สำลี หรือในอ่างน้ำร้อน แล้วสูดดมไอ แก้อาการหวัด หรือแพ้อากาศได้ จึงพบเสมอในยาดมที่ใช้กันแพร่หลาย

บางชนิดเหมาะสำหรับการทาผิวเพื่อบำรุงผิวพรรณ เช่น ทีทรี (Tea Tree) ลาเวนเดอร์ (Lavender) เทอเมอริค (Turmeric) จึงนิยมนำมาผสมกับครีม หรือเจลสำหรับการอาบน้ำ

เฟนเนล (Fennel) เกรปฟรุ้ต (Grapefruit) ใช้ทาผิวเพื่อลดไขมัน



“สำหรับน้ำมันหอมจากพืชพรรณไม้ของไทยที่น่าจะผลิตใช้ได้เองในเมืองไทยได้แก่...

1.น้ำมันตะไคร้หอม (Citronella Oil) ใช้ทาผิวเพื่อกันยุง สามารถทำเป็นสเปรย์พ่นด้วยการนำมาผสมกับน้ำบริสุทธิ์

2.น้ำมันดอกโหระพา (Sweet Basil Oil) ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ไล่แมลง บรรเทาอาการปวดต่างๆ รวมทั้งโรคเก๊าท์ และยังช่วยลด

อาการเครียดกระวนกระวายทำให้อารมณ์สดชื่นขึ้นจากความเหนื่อยล้าการใช้ต้องระวังเพราะอาจระคายเคืองต่อผิวหนังได้ง่าย

3.น้ำมันขิง (Zingiber officinale) และน้ำมันพริกไทยดำ(BlackPepper Oil) ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและรูมาติซั่ม โดยทำเป็นน้ำมันนวดประคบ นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการเครียด กระวนกระวาย เหนื่อยล้า และทำให้เกิดอาการตื่นตัว อบอุ่น อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันขิงต้องระวังให้ใช้ขนาดน้อยๆ เพราะจะระคายเคืองต่อผิวหนังได้ง่าย และห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์

4.น้ำมันจันทน์ (Sendalwood Oil) ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหนังที่แห้ง และผมที่เสีย นอกจากนี้ยังช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย สงบ สร้างความสดชื่นให้กับจิตใจที่กำลังหดหู่และช่วยทำให้นอนหลับสบายห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์และอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง

5.น้ำมันกระดังงาไทย (Ylang Ylang Oil) ช่วยเสริมการงอกงามของเส้นผม บำบัดอาการจากแมลงกัดต่อย และใช้กับสิว ป้องกันการติดเชื้อและการกระจายตัวของเชื้อโรค ใช้กับผิวหนังได้ทุกชนิด ในทางจิตใจ ช่วยบรรเทาอาการจิตใจหดหู่ เครียด และการนอนไม่หลับ รวมถึงอาการโกรธ กระวนกระวายใจ ทำให้สดชื่นและผ่อนคลายมากขึ้น การใช้ต้องระวังไม่ใช้ในขนาดเข้มข้นกับคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เพราะจะทำให้คลื่นไส้และปวดศีรษะได้

6.น้ำมันดอกมะลิ (Jasmine Oil) ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลาย ตื่นตัว ไม่หดหู่เศร้าหมอง

7.น้ำมันมะกรูด (Bergamot Oil) ช่วยป้องกันการติดเชื้อ บำบัดอาการผื่นแดงของผิวหนัง และยังช่วยให้จิตใจสงบ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี และหลับสบาย
การจะนำหัวน้ำมันหอมที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปมาผสมใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันนวด ครีม แชมพู หรืออื่นๆ ควรศึกษาวิธีการและได้รับคำแนะนำอย่างจริงจังจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะการใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายแทนที่จะเป็นผลดีได้ ต้องระวังไม่สัมผัส หรือสูดกลิ่นของหัวน้ำมันนั้นโดยตรงเพราะมีความเข้มข้นสูง ทำให้อาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังและเนื้อเยื่อจมูก จึงต้องนำมาเจือจางก่อนใช้เสมอ นอกจากนี้น้ำมันหอมจากพืชตระกูลส้มทุกชนิดหรือน้ำมันมะกรูด อาจมีปฏิกิริยาต่อแสงแดดทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย ใครที่คิดใช้น้ำมันหอมในกลุ่มนี้ทาตัวทาผิวก็ไม่ควรออกไปเดินตากแดด อาจเกิดแพ้แดดขึ้นมาได้โดยไม่รู้ตัว ควรระวังไว้ก่อนเป็นดี

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

น้ำหอมกลิ่นไหน บอกความเป็นคุณได้

“เคล็ดลับการหาน้ำหอมให้ถูกใจของแต่ละบุคคล
ว่ากันว่ากลิ่นหอมบ่งบอกถึงความมีเสน่ห์ เซ็กซี่และโรแมนติก น้ำหอมจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนขาดไม่ได้เพราะความหอมทำให้เธอรู้สึกมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองแต ่ปัจจุบันน้ำหอมมีให้เลือกมากมายหลายกลิ่นและใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับทุกกลิ่นเพราะคนเราต่างจิตต่างใจ เพื่อค้นหากลิ่นที่ถูกใจ เรามีวิธีเลือกและทดลอง ก่อนซื้อน้ำหอมขวดใหม่มาฝาก 


วิธีเลือกและลองน้ำหอม

ดูวัตถุประสงค์ในการใช้ เช่น ต้องการน้ำหอมกลิ่นใหม่สำหรับโอกาสใด อย่างวันทำงาน วันหยุดพักผ่อน หรืองานกลางคืน ซึ่งกลิ่นหอมสดชื่นอย่าง มะนาว เมนทอลหรือหอมเย็นเบา ๆ อย่างกลิ่นของใบไม้ หรือพืชอื่น ๆ น เหมาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาทำงาน ขณะที่กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์จะเหมาะสำหรับงานกลางคืน หรือไปดินเนอร์ในบรรยากาศโรแมนติกมากกกว่า 

ควรเลือกกลิ่นน้ำหอมด้วยการฉีดลงบนแผ่นกระดาษสำหรับทดลองกลิ่น แล้วหยิบออกมาสัก 3 - 4 กลิ่นที่ถูกใจ จากนั้นเดิมออกมาดมข้างนอกให้ห่างจากแผนกน้ำหอมจะทำให้ทราบกลิ่นที่แท้จริงหรือนำตัวอย่างนั้นกลับบ้านแล้วดมอีกครั้ง เพื่อดูความแตกต่างที่แท้จริงของแต่ละกลิ่น โดยการดมเมล็ดกาแฟถุงเล็ก ๆ เพื่อช่วยพักกลิ่นแต่ละกลิ่น วิธีนี้เป็นวิธีของนักดมน้ำหอมมืออาชีพ 


ไม่ควรลองน้ำหอมหลายกลิ่นในที่เดียว ลองแตะน้ำหอมแต่ละกลิ่นตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายอย่างกลิ่นหนึ่งบริเวณข้อมือ อีกกลิ่นที่ท้องแขนหรือข้อพับหลีกเลี่ยงการลองกลิ่นน้ำหอมในบริเวณที่มีเครื่องประดับเนื่องจากโลหะของเครื่องประดับจะดูดซับกลิ่นเหงื่อเอาไว้ทำให้กลิ่นบิดเบือนได้ 

น้ำหอมแบบแต้มที่ไม่ใช่แบบสเปรย์ ควรใช้คอตต้อนบัดแตะน้ำหอมจากปากขวดแทนนิ้วมือ แล้วไปแต้มตามบริเวณต่าง ๆ กลิ่นน้ำหอมในขวดจะได้ไม่เปลี่ยน เพราะไม่เกิดปฏิกิริยากับความร้อนจากนิ้วมือเรา 

หลังจากลองน้ำหอมแล้วควรรอสัก 10 นาทีก่อนซื้อ เพื่อให้เวลาในการปรับกลิ่นขณะน้ำหอมผสมกับกลิ่นกาย ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ว่ากลิ่นไหนที่ใช่หรือไม่ใช่เนื่องจากกลิ่นที่เราได้จากขวดกับผิวบนข้อมือนั้นจะแตกต่างกัน 


อย่าซื้อน้ำหอมที่จำกลิ่นมาจากคนอื่น เพราะอุณหภูมิและเหงื่อของคนเราไม่เหมือนกัน เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำหอมแล้วอาจจะไม่หอมเหมือนที่คนนั้นฉีดก็ได้ 

คนผิวมันจะกระจายกลิ่นน้ำหอมได้แรงกว่า เพราะฉะนั้นควรเลือกกลิ่นที่อ่อน ๆ ดีกว่า จะได้ไม่ฉุนเกินไป

แนะนำว่าให้ซื้อขวดเล็กก่อน หากใช้หมดแล้วค่อยซื้อใหม่ เพระเก็บไว้นานหรือเก็บไว้ไม่ดีกลิ่นจะเปลี่ยนได้ และถ้าอยากอัพเดทกลิ่นใหม่ ๆ ให้แวะเคาน์เตอร์น้ำหอมตอนสายๆ ฉีดบาง ๆ ที่ข้อมือด้านในทิ้งไว้ทั้งวันจะได้รู้ว่ากลิ่นเข้ากับอุณหภูมิและเหงื่อของเราหรือเปล่า 

ถ้าเป็นไปได้ ลองดมดูไล่จากกลิ่นอ่อนๆ จนกลิ่นแรงขึ้นและควรลองทีละกลิ่น และอย่าให้เกิน 3 กลิ่น เพราะหลังจากนั้นจมูกของคุณจะเบลอ จนแยกแยะความแตกต่างของกลิ่นไม่ออก ลองแตะน้ำหอมกลิ่นที่คุณเล็ง ๆ ไว้บริเวณหลังมือ ทิ้งไว้สักพักกลิ่นจะจางลง รอสัก 10 - 20นาที ให้น้ำหอมได้ปรับตัวเข้ากับสภาพผิวหนังของเรา กลิ่นหอมที่ยังคงทนอยู่และมีกลิ่นไม่ต่างจากตอนแรกจะเป็นกลิ่นที่แท้จริง 


ถ้าเป็นแบบสเปรย์ ให้ฉีดไล่จากข้อมือด้านในขึ้นมาที่ข้อพับแขนทีละกลิ่น ฉีดแล้วห้ามถูไปมา รอให้แอลกอฮอล์ระเหยไปก่อน ค่อยยกข้อมือขึ้นมาสูดกลิ่นหอม ๆ 

จมูกจะทำงานได้มี ไม่มีเพี้ยน ถ้างดอาหารรสจัดและงดสูบบุหรี่ เพื่อการทดสอบจมูกให้มีคุณภาพไว้ใจได้ ควรไปเลือกซื้อน้ำหอมในตอนเช้าวันไหนก็ได้ เพราะในเวลาตอนเช้านั้นคุณยังสดใสฉะนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่จมูกของคุณทำงานได้ดีที่สุด ประพรมน้ำหอมอย่างไรให้หอมติดทนนาน 




น้ำหอมจะกระจายกลิ่นไปในอากาศได้ดีเมื่ออยู่บนผิวอุ่น ๆ ที่มีเส้นเลือดไหลเวียนใกล้ ๆ ผิวหนังที่เห็นเส้นเลือดชัด ๆ และจับชีพจรได้ อย่างซอกคอ ข้อมือด้านใน ข้อพับทั้งหลาย ทั้งศอก เข่า ขาหนีบ ร่องอก และข้อเท้า บริเวณเหล่านี้จะมีผิวอุ่นกว่าบริเวณอื่น กลิ่นน้ำหอมก็จะระเหยอย่างสม่ำเสมอตามความร้อน และจังหวะชีพจร 

ถ้าอยากหอมไปทั้งวัน คงต้องใช้ Shampoo, Shower gel, deodorant ที่มีกลิ่นเดียวกับน้ำหอม จะช่วยให้หอมนานขึ้น และถ้าอยากให้ผมมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นตัว ลองฉีดสเปรย์น้ำหอมกลิ่นเดียวกันลงบนแปรงหวีผม สเปรย์ห่าง ๆ พอให้ละอองจับบนแปรง แล้วค่อยบรรจงหวีผม แต่แอลกอฮอล์และสารต่าง ๆ ในน้ำหอมอาจทำให้ผมเสียได้ เพราะฉะนั้นต้องหมั่นทรีตเม้นผมเป็นประจำ 


สาววัยเรียนวัยรุ่นทั้งหลาย แนะนำว่าลองเปลี่ยนมาเติมกลิ่นหอมให้สัมภาระในกระเป๋าหรือผ้าเช็ดหน้าแทน โดยการเอาของที่อยากให้มีกลิ่นหอมมาใส่รวมในกล่องที่ปิดฝาได้ แล้วฉีดน้ำหอมใส่สำลีก้อนใส่ลงไปในกล่องปิดฝาอบกลิ่นเอาไว้ วิธีนี้ใช้ได้กับเสื้อผ้าในตู้ด้วย ดีกว่าพรมน้ำหอมลงไปบนเสื้อ เพราะเสื้อจะเป็นรอยด่างเปล่า ๆ 


เคยได้ยินว่ามาดาม Coco Chanel มักจะพรมน้ำหอมไปตามขอบและตะเข็บเสื้อผ้า ก่อนจะให้นางแบบเดินกรุยกรายบนแคทวอล์ค ถ้าอยากลองเอาไปใช้ดู ให้พรมบาง ๆ ตามตะเข็บและขอบด้านในของชายกระโปรง เวลาเดินผ่านคนที่นั่งอยู่ เขาจะได้รู้สึกถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ 


การใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำแต่เพียงอย่างเดียวนั้นกลิ่นจะจากหายไปได้เร็ว ดังนั้นเพื่อกลิ่นหอมติดทนนานประหนึ่งนางในวรรณคดี ขอแนะนำให้ใช้ทั้งผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ครีมบำรุงผิว และตบท้ายด้วยการฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดเพื่อความหอมติดทนนานตลอดวัน 

วิธีการดูแลน้ำหอมไม่ให้กลิ่นผิดเพี้ยน ควรเก็บน้ำหอมในที่เย็น แต่ไม่ชื้นและไม่โดนแดดจ้า ถ้าจะให้ดีใส่กล่องสุญญากาศก็ได้

เมื่อคุณแพ้น้ำหอม

“อาการแพ้น้ำหอมในที่นี้”

เราไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่น้ำหอมหลากหลายยี่ห้อ แต่หมายรวมไปถึงสารให้กลิ่นหอมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอาง ซึ่งได้กลายเป็นสาเหตุหลักของการแพ้เครื่องสำอาง ในปัจจุบัน 

การแพ้น้ำหอมเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น แพ้แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นตัวช่วยระเหยน้ำมันหอม แพ้สารเคมีจากน้ำหอมสังเคราะห์ ในอุตสาหกรรมการผลิตมีการแบ่งเกรดน้ำหอมตามความเข้มข้นของน้ำมันหอมที่ถูกทำให้เจือจางด้วยแอลกอฮอล์ ยิ่งมีส่วนผสมของน้ำมันหอมน้อยยิ่งมีโอกาสในการแพ้สูง จึงควรอ่านฉลากก่อนซื้อ 

1.Eau de Cologne หรือโคโลญจ์ มีส่วนผสมของน้ำมันหอมเพียง 3-5%
2.Eau de Toilette มีส่วนผสมของน้ำมันหอม 4-8% 
3.Eau de Parfum มีส่วนผสมของน้ำมันหอม 15-18% 
4.Extra Parfum หรือ Parfum ผสมหัวน้ำมันหอมประมาณ 22-36% เป็นน้ำหอมที่มีระดับความเข้มข้นสูง ปริมาณของส่วนผสมของแอลกอฮอล์ลดลงอย่างมากจึงทำให้กลิ่นมีความนุ่มและทนขึ้นมาก 
5.Perfume Gentle มีส่วนผสมของน้ำมันหอมใกล้เคียงกับ Eau de Parfum แต่สกัดสารที่ทำให้แพ้ออก มีราคาสูงกว่า Eau de Parfum ประมาณ 5 เท่า
6.Parfum Fraction มีส่วนผสมของน้ำมันหอมที่สกัดจากธรรมชาติ 100% จึงมีราคาสูงที่สุดและไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ 






“คุณมีอาการเหล่านี้..หรือไม่

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าการจามหรือโรคทางระบบหายใจบอกถึงอาการแพ้น้ำหอม แต่ความจริงแล้วการแพ้นั้นมีหลากหลายจนเราอาจคิดไม่ถึงว่าเกิดจากน้ำหอม


คันตามผิวหนัง
มักเกิดบริเวณที่แต้มน้ำหอม เช่น กกหู ต้นคอ ข้อพับ ป้องกันได้ด้วย การทดลองแต้มน้ำหอมในบริเวณท้องแขนทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนซื้อ 

ใบหน้าเป็นสิว
เกิดจากสารเคมีหรือส่วนประกอบในน้ำหอมเข้าไปอุดตันรูขุมขนทำให้ อักเสบ มักพบเมื่อใช้น้ำหอมหรือเครื่องสำอางประมาณ 1 เดือนขึ้นไป วิธีแก้คือหยุดใช้ทันที และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมแทน 

ผื่นแพ้

ในกรณีของคนที่มีอาหารแพ้มากอาจพบลักษณะตุ่มน้ำใส หรือเป็นหนอง อาการนี้พบได้ไม่บ่อยนัก

เก็บน้ำหอมอย่างไร ให้ความหอมมีประสิทธิภาพ

“..วิธีเก็บน้ำหอมให้ความหอมมีประสิทธิภาพแบบยาวนาน..”



น้ำหอม ของแท้นั้น จะมีอายุ 5 ปี นับตั้งแต่วันผลิต และอายุจะเหลือ 3 ปี เมื่อเราเริ่มฉีด น้ำหอมของแท้ ราคาเป็นพัน 
หลายๆคนคงจะสงสัยว่าเราควรจะเก็บน้ำหอมยังไง
ลูกค้าของ
ทางร้านเรา ก็ถามเข้ามาเยอะว่าจะเก็บยังไงดี พอดีเราก็ไม่ได้ลงบทความนานเหมือนกัน วันนี้เลยจะมาลงบทความเกี่ยวกับวิธีเก็บน้ำหอม
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำหอมเป็นมายังไง 
น้ำหอม ที่เราเจอและใช้กันอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นน้ำหอมที่ทำเพื่อ เมืองหนาว และเมืองหนาวก็มีแสงแดดค่อนข้างน้อย เค้าเลยเอาวางไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง แต่บ้านเรานี่สิ ร้อนก็ร้อน แดดก็แรง แบบนี้ก็ต้องมีวิธีเก็บที่ดี 


วิธีเก็บน้ำหอม
เราควรเก็บในที่ไม่มีความร้อน น้ำหอมประกอบด้วย เอสเซนเชียลออยล์ และ แอลกอฮอล์ ทั้ง 2 อย่าง มีผลกับความร้อน โดยเฉพาะ แอลกอฮอล์ เมื่อโดนความร้อน แอลกอฮอล์ จะเพิ่มแรงดัน ทำให้น้ำหอมซึมออกจากขวด
เก็บให้พ้นแสงแดด ถึงแม้น้ำหอมจะไม่อยู่ในที่ร้อนๆ แต่แสงแดดก็มีความร้อน ทำให้น้ำหอมซึมได้เช่นกัน และทำให้กลิ่นเพี้ยน
ถ้าโดนแสงแดดและความร้อนเยอะๆจะทำให้เวลาที่เราฉีดน้ำหอม ละอองที่ออกมา  จะไม่สม่ำเสมอ



อุณภูมิที่เหมาะสมที่สุด
1. เก็บรักษาที่อุณหภูมิประมาณ 27 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิห้อง)
2. ห้ามโดนอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียส แม้จะเป็นเวลาเพียงเล็กน้อย
วิธีที่ดีที่สุดคือ เก็บในห้อง หรือตู้เสื้อผ้า อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส
แต่ส่วนใหญ่ในเมืองไทยหาที่เก็บต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ไม่ได้ยกเว้นอยู่ 1 ที่ คือ ตู้เย็น

เก็บน้ำหอมในตู้เย็น ไม่โดนแสง ไม่โดนความร้อน น้ำหอมไม่ซึม กลิ่นก็ไม่เพี้ยน และที่สำคัญ ทำให้เราเก็บน้ำหอมได้ตามอายุที่มันควรจะเป็น เวลาจะใช้ก็ไปฉีดหน้าตู้เย็นเลย ฉีดแล้วเก็บทันทีไม่ถึง 30 วิ อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแน่นอน
ส่วนร้าน ของเรามีสต๊อกน้ำหอมเยอะมาก วิธีเก็บของคือ มีห้องเล็กๆห้องหนึ่ง ทำให้แสงเข้ามาไม่ได้ และเปิดแอร์ไว้ 26องศา 24ชั่วโมง